ลึกลงไปใต้ดินทางซีกโลกเหนือ



main    
     
    แลปแลนด์ ดินแดนทางตอนเหนือของสวีเดนที่มีประชากรอาศัยอยู่เบาบางเป็นสถานที่ที่ไม่เหมือนที่ใดๆ ในโลก ดินแดนที่มีสภาพแวดล้อมทุรกันดารจนแทบจะอยู่อาศัยไม่ได้นี้กลับมีความงดงามและมีธรรมชาติที่ห่างไกลจากการรุกล้ำของมนุษย์ แต่นับจากฤดูหนาวล่วงไปจนฤดูร้อนบริษัทขนส่ง เจอี กุสตาฟสัน มาสคิน ยังคงทำงานกันไม่หยุดหย่อนที่เหมืองหลายแห่งในดินแดนแถบนี้ด้วยรถบรรทุกวอลโว่คู่ใจ

    

 customer1

  แพททริค โอลอฟสันคือผู้จัดการศูนย์บริการประจำเหมืองที่อีริคสัน บิล ถ่ายคู่กับแจนเน่ กุสตาฟสัน             
 

    เราโดยสารมากับคุณราอุล “ราล” โรเดน ในรถวอลโว่ FH ซึ่งกำลังขับทางลาดชันลงไปขนเศษหินในเหมืองออกมาทิ้ง ถนนขนาดสองเลนมีความลาดเทราวแปดเปอร์เซ็นต์ รถที่ขับลงมาอยู่ในระดับเกียร์ 10 ราลใช้ระบบ VEB+ จากก้านควบคุมหลังพวงมาลัย และแทบจะไม่แตะเบรคล้อเลยตลอดเส้นทางลงที่ลาดชัน“คุณต้องรู้ตัวอยู่ตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่” ราลเอ่ยขึ้น “ไม่อย่างนั้นอาจจะเบรคไม่อยู่ได้ตอนที่เราลองให้คนขับรถหน้าใหม่ๆ ขับลงเหมืองไป เราดูรู้เลยว่าใครบ้างที่เหมาะสมกับงานนี้ถ้าเกิดกลัวขึ้นมาก็กลับรถไปได้เลย ไปหางานอื่นๆ ที่ไม่ต้องขับรถในเหมืองแบบนี้ดีกว่า” แลปแลนด์คือแหล่งแร่เหล็กขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปและเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่นนี้มาก กว่าร้อยปีจวบจนถึงทุกวันนี้ บริษัท LKAB ได้เข้ามาทำเหมืองแร่เหล็กที่นี่และส่งออกไปทั่วโลก สถานที่อย่างลาล์มเบอเก็ท กาลลิวาร์ คอสคัลสกัลเล่ และคีรูนา ล้วนเป็นเมืองทำเหมืองแร่ทั้งสิ้นโดยมีแร่เหล็กเป็นเส้นเลือดใหญ่ เจอี กุสตาฟสัน มาสคิน เป็นบริษัทขนส่งอิสระแห่งหนึ่งที่ช่วย LKAB ทำงานช้างด้วยการขนเศษหินออกไปจากเหมือง

       
customer3

       
    วันรุ่งขึ้นเรานั่งไปกับ ฮาส เวนสตอร์ม
คนขับรถบรรทุกของเจอี กุสตาฟสัน มาสคิน เขาทำหน้าที่ขับรถบรรทุกหินจากเหมืองไปทิ้งเช่นกัน รถบรรทุกที่เขาขับเป็นวอลโว่รุ่น FH 8x4 มันมีฐานล้อกว้าง 430 ซม. และมีเพลาเลี้ยวอยู่บนเพลาหน้าทั้งสองเพลา รถคันนี้มีระบบ I-shift และมีกำลัง 520 แรงม้า กระบะบรรทุกผลิตมาเพื่องานประเภทนี้โดยเฉพาะ เราปีนเข้าไปในห้องโดยสาร และฮาสขับเข้าไปในทางเข้าแคบๆ แสงสว่างมืดลงทันทีที่เราเข้าไปข้างใน ฮาสเปิดไฟสำรองขึ้นทั้งหกดวงรวมถึงไฟพิเศษ “คิรูน่า ไลท์” ที่ช่วยส่องสว่างรอบๆ ตัวรถด้วย

    ใต้ดินนี้มีถนนราดยางร่วม 250 กิโลเมตร จึงสำคัญอย่างยิ่งที่คนขับจะต้องรู้เส้นทางเป็นอย่างดี เราเคลื่อนต่ำเข้าไปด้านในภูเขาเรื่อยๆ ถนนเริ่มแคบลงและลาดชันขึ้นตามลำดับ จนสุดท้ายถนนเหลือแค่เลนเดียวเท่านั้น ผนังด้านข้างนั้นแคบมากและกว้างพอดีกับตัวถังรถเท่านั้น – ที่นี่ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคกลัวที่แคบแน่นอน ผนังด้า้นข้า้งนั้นตะปุ่ม ตะปำ่ บางทีก็มีชะง่อนหิน หรือเหล็กที่หนาที่ค้ำยันผนังหินโผล่ยื่นออกมาด้วย โอกาสที่รถจะไปเบียดสีกับผนังมีสูงมากแต่ “คิรูน่า ไลท์” ก็ช่วยได้มาก ยิ่งคนไหนขับแล้วทำด้านข้างรถเป็นรอยก็เตรียมตัวโดนเพื่อนล้อได้เลยตอนกลับขึ้นไปข้างบน

    รถค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมาช้าๆ จนพอมองเห็นแสงไฟรางๆ จากเครื่องจักรขนหินที่อยู่ต่ำลงไป ครึ่งทางด้านล่างมีลานแห่งหนึ่งที่มีเส้นทางแยกออกไปสายหนึ่ง ฮาสถอยหลังเพื่อกลับรถและมุ่งหน้าตรงเข้าไปที่จุดขนหิน เขาหยุดรถเพื่อยกกระบะเทหินกองแรกลงบนพื้นรถขยับรถเคลื่อนไปอีกนิดและยกกระบะเพื่อเทหินกองที่สองลงไป

    ขั้นตอนทั้งหมดบังคับควบคุมด้วยรีโมทคอลโทรล ขณะนี้กระบะรถบรรทุกเต็มไปด้วยกองหินหนักถึง 36 ตัน ฮาสขับออกไปและมุ่งสู่เส้นทางขาขึ้นที่หนักหนาสาหัสกว่าขาลงมาก ห้องโดยสารระบบถุงลม

    และเบาะนั่งแสนสบายช่วยให้ไม่รู้สึกถึงความขรุขระของผิวถนน ทันทีที่ขับมาถึงถนนลาดยางสองเลนที่ตัดขึ้นสู่หน้าผิวดิน เราก็สามารถใช้ความเร็วที่ 25 กม./ชม. ได้และไม่ช้าเราก็ออกมาสู่กลางแจ้งอีกครั้ง แสงแดดที่เจิดจ้าของแลปแลนด์ช่างขัดแย้งกับเหมืองอันมืดมิดเสียเหลือเกิน

    เราขับต่อไปตามเส้นทางบนเขาและมุ่งลงสู่เส้นทางชันที่โรยกรวดไปสู่จุดพักที่ “แค็พเท็นสกรอเพ่น” ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่ได้ใช้งานแล้วในบริเวณเหมืองนี้ เรากลับรถและยกกระบะเพื่อทิ้งเศษหินก่อนมุ่งหน้ากลับไปที่เหมืองเพื่อขนเศษหินครั้งต่อไป “เราต้องเร่งทำเวลาขนเศษหินไปทิ้งครับไม่อย่างนั้นกระบวนการผลิตทั้งหมดจะต้องหยุดไปด้วย” ฮาสกล่าว
     

 customer4

           
    แจน
แจนเน่ กุสตาฟสัน ก่อตั้งบริษัทขนส่ง เจอี กุสตาฟสัน มาสคินขึ้นมาในปีค.ศ. 1990 แต่ครอบครัวเขาเคยทำงานในอุตสาหกรรมนี้มาแล้วถึงสามรุ่น แจนเน่ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ส่วนเพื่อนของเขา อีริค “อีเค่น” มาร์คลุนด์เป็นผู้จัดการฝ่ายลอจิสติกส์และฟลีท ซึ่งผู้คนที่นี่ไม่ได้ให้ความสนใจกับชื่อตำแหน่งมากนัก แจนเน่มักเป็นคนแรกที่มุดเข้าไปดูใต้ท้องรถบรรทุกยามที่มีอาการผิดปกติ “คงมีไม่กี่อุตสาหกรรมกระมังที่ต้องใช้งานรถบรรทุกหนักเหมือนงานของเรา บริการหลังการขายจึงมีความสำคัญมากๆ”แจนเน่กล่าว

    เจอี กุสตาฟสัน มาสคิน มีรถบรรทุกอยู่ 37 คัน เป็นรถจากวอลโว่ 35 คัน รถส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในเหมืองมาล์มฟัลเทน บางส่วนทำงานที่เหมืองกาเพนเบิร์กนอกเมืองบอแลงจ์ พื้นที่ตอนกลางของสวีเดน “ปัจจุบันนี้เราทำงานกันเต็มที่ ราคาแร่เหล็กในตลาดโลกกำลังสูงทุกอย่างที่ผลิตได้มีคนจองซื้อไปเรียบร้อยหมดแล้ว” อีริค มาร์คลุนด์ กล่าวด้วยเหตุนี้รถทุกคันของเจอี กุสตาฟสัน จึงต้องทำงานเต็มที่ไม่มีหยุด การล่าช้าใดๆ ก็ตามจะส่งผลกระทบ ด้านต้นทุนที่สูงขึ้น

    บริษัท อีริคสัน บิล ดำเนินงานที่กัลลิเวอร์มานานกว่า 60 ปีและยังคงเป็นการดำเนินธุรกิจแบบครอบครัวมาโดยตลอด พวกเขาจัดหาและให้บริการดูแลฟลีทรถบรรทุกของเจอีกุสตาฟสัน มาสคิน และก็ตระหนักดีว่ารถต้องสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา“เหมืองเหล็กมาล์มฟัลเทนอยู่ในเขตการดูแลของเรา” ผู้จัดการศูนย์ แพททริค โอลอฟสันกล่าว “พื้นที่ดูแล ไล่มาตั้งแต่ พอจัส จนถึง พาจาล่าก็ถือว่ากว้างมาก แค่เขตกัลลิวาเขตเดียวก็ยาวตั้ง 350 กม. เข้าไปแล้วแต่มันก็ค่อนข้างง่ายที่จะเลือกเก็บสต็อกอะไหล่บางชิ้น เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นรถบรรทุกใช้งานในเหมืองทั้งนั้น สเปคคล้ายๆ กัน ถ้าเราไม่มีอะไหล่เก็บไว้ก็สามารถหาอะไหล่ได้ในวันรุ่งขึ้น”

    “มันเป็นความท้าทายที่จะทำให้รถบรรทุกสามารถทำงานได้ตลอดเวลา”ฮากัน ดารเฮด พนักงานขายคนหนึ่งของอีริคสัน บิลกล่าว “เรามีสัญญาให้บริการตามไซท์งานอยู่สิบราย และยังมีบริการเรียกซ่อมฉุกเฉินช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่ที่กัลลิวาด้วย ศูนย์ที่คิรูนาก็เปิดให้บริการสัปดาห์ละ102 ชวั่ โมง สว่ นทกี่ ลั ลวิ าเปดิ สปั ดาหล์ ะ 70 ชวั่ โมง ทงั้ หมดกเ็พอื่ ทำให้มั่นใจว่ารถบรรทุกพวกนี้ทำงานได้ตลอดเวลา”

    “เราตั้งศูนย์อยู่ใกล้กับเหมืองและมีทีมช่างที่มีฝีมือและทำงานอย่างใกล้ชิด นั่นเป็นจุดแข็งของเรา”แพททริคกล่าวต่อ รถบรรทุกพวกนั้นต้องบรรทุกหินหนักขึ้นลงทางลาดชันบนถนนที่สกปรกท่ามกลางความหนาวเหน็บ แต่การซ่อมบำรุงก็จำเป็นต้องทำเพื่อให้รถทำงานได้ดีตลอดเวลา “เราวางแผนซ่อมบำรุงร่วมกับวอลโว่” แจนเน่ กุส ตาฟสันกล่าว “เราเปลี่ยนรถกันทุกๆสามหรือสี่ปี ส่วนรถบรรทุกคันเก่าๆ เอาเก็บไว้เป็นรถสำรอง ตอนนี้รถเก่าที่สุดของเราคือรถปีค.ศ. 2007 ที่เรายังใช้วิ่งขนหินออกจากเหมืองอยู่”

        
 customer5
ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญในการทำเหมืองแร่ รถทุกคันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานในเหมืองต้องได้รับการตรวจสอบระบบเบรกและการปล่อยไอเสียทุกๆ ห้าสัปดาห์

    
 พื้นที่รกร้างทางตอนเหนือแห่งนี้อาจจะดูกว้างใหญ่ไพศาลแต่ชุมชนท้องถิ่นเล็กๆ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดมายาวนานหลายชั่วอายุคนแล้ว “คุณพ่อของผมเป็นคนขับรถดังนั้นผมย่อมรู้ดีว่างานนี้มันเป็นยังไง พวกเรากับลูกค้าเปรียบเสมือนเพื่อนกัน” ฮากันกล่าว“ยิ่งคุณสามารถพูดสองภาษาได้ยิ่งดีใหญ่เพราะคนแถวนี้ชอบพูดภาษาฟินนิชทอเนดาลแทนที่จะพูดภาษาสวีดิช ความสัมพันธ์และความมั่นใจคือทุกสิ่งทุกอย่าง ณ ที่แห่งนี้”

บทความ ลอเรนซ์ ออสเตอร์ลิ่ง และ นิค ทาวเซ่น

รูป คาลลี แอสบริง