ตลาดรถบรรทุกใหญ่’60 ติดลบแรง 6.3% ในขณะที่ค่ายวอลโว่ กรุ๊ปโตสวน 5%

• ผลพวงจากการเปิดตัวโครเนอร์ กระตุ้นยอดโต 5% • ภาพรวมตลาดหดเพราะภาคเอกชนรอรัฐบาลเดินหน้าโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน

Volvo Trucks Info

ตลาดรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2560 หดตัวถึง 6.3% ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงกลางปีว่า ณ สิ้นปี ตลาดน่าจะหดตัวลงแรงถึงประมาณ 10-12% ทั้งนี้สิ่งที่เอื้อให้ตลาดกลับมากระเตื้องขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังมาจากการอัดแคมเปญของแต่ละค่าย แต่ผลจากการลงทุนภาครัฐในด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภค ยังมีความคืบหน้าน้อยกว่าที่คาดหวังจึงดันตลาดโตเป็นบวกไม่ได้


นายกำลาภ ศิริกิตติวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถบรรทุกวอลโว่ ทรัคส์ และยูดี ทรัคส์ เปิดเผยว่าตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่และขนาดกลางเมื่อปีที่แล้ว หดตัวลงประมาณ 6.3% จาก 25,178 คันในปี 2559 มาเป็น 23,600 คันในปี 2560 โดยรถบรรทุกขนาดใหญ่ลดลงประมาณ 5% จาก 17,172 คันในปี 2559 มาเป็น 16,293 คันเมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่รถบรรทุกขนาดกลางลดลงมากถึง 9% จาก 8,006 คันในปี 2559 มาเป็น 7,307 คัน เมื่อปีที่แล้ว


"ปีที่แล้ว เราเคยคาดการณ์ไว้ช่วงกลางปีว่าตลาดน่าจะหดตัวลง ด้วยการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลง การใช้จ่ายภาครัฐในการก่อสร้างขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เราจึงเชื่อมั่นว่าตลาดจะดิ่งลงในอัตราที่ 10-12% แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ กลับดีขึ้นกว่าที่คิดด้วยเพราะแต่ละค่ายฯต่างดันรถรุ่นใหม่ๆ แคมเปญทั้งงานขาย งานบริการออกมานำเสนอเพื่อดันยอดขายให้ได้ตามเป้า" นายกำลาภ กล่าว


อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เริ่มมีสัญญาณที่เป็นบวกมากขึ้นโดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งตามมาตรา 44 เมื่อปลายปีที่แล้วให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำผังพื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ Eastern Economics Corridor (EEC) ให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2561 ซึ่งนโยบายนี้เป็นที่จับตามองของนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีน ซึ่งหากเป็นไปตามคำสั่งรัฐบาลมาตรา44 ก็จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ


"เราต้องยอมรับนะครับว่าเมื่อปี 2559 ตลาดโตมาถึง 8% แต่เมื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้างและการอุปโภคบริโภคภายในประเทศไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ทำให้มีการชะลอคำสั่งซื้อรถบรรทุกเพราะรถที่สั่งซื้อไป ยังคงวิ่งไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงไม่จำเป็นต้องเร่งสั่งซื้อรถใหม่ในปีที่ผ่านมา" นายกำลาภ กล่าว

นายกำลาภ กล่าวว่าสำหรับวอลโว่ กรุ๊ป นั้น มียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 5% จาก 1,191 คันเมื่อปี 2559 มาเป็น 1,251 คันเมื่อปีที่แล้วโดยแบ่งเป็นรถวอลโว่ ทรัคส์ 356 คัน และรถยูดี ทรัคส์ 895 คัน ซึ่งถือว่าดีกว่าตลาดโดยรวมที่มีอัตราเติบโตติดลบประมาณ 6.3% ทั้งนี้เป็นผลจากการเปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลาง ยูดี โครเนอร์ เมื่อต้นปีที่แล้ว

นายกำลาภ กล่าวว่าปัจจัยเสริมที่จะมีส่วนกระตุ้นตลาดรถบรรทุกในปีนี้คือการเร่งเดินหน้า EEC การคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระทรวงการคลังคาดไว้ในปีนี้จะเติบโตถึง 4.2% รวมไปถึงตัวเลขการเติบโตของการส่งออกมีการปรับเป้าปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 6.6% จากที่เคยกำหนดไว้ที่ 5.7% และตัวเลขนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 38.2 ล้านคนเติบโต 8% และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวแตะระดับ 2.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก

"สิ่งเหล่านี้ เรามองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจที่จะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย รวมไปถึงแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งเราหวังว่าจะกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อรถบรรทุกใหญ่เพิ่มขึ้นด้วย โดยเรามองว่าตลาดน่าจะมีการเติบโตที่ 5% สอดคล้องกับการเติบโตเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตามองคือการเลือกตั้งในประเทศไทย แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เป็นสิ่งที่เราต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด" นายกำลาภ กล่าว

ทางด้านนายสาววิลาวัลย์ วิศปาแพ้ว รองประธานกรรมการฝ่ายการตลาดและงานสนับสนุนการขาย กล่าวเพิ่มเติมว่าธุรกิจรถบรรทุกในขณะนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีเช่นเดียวกับธุรกิจมากมาย โดยเฉพาะยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งวอลโว่ กรุ๊ป ได้ให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม


"ล่าสุด เราได้มีประกาศที่ประเทศสวีเดนว่าในปีนี้ เราจะเริ่มทดลองนำรถบรรทุกที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ออกใช้งานและปีหน้าจะเริ่มทำการตลาดในทวีปยุโรปก่อน ถือเป็นการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับโลกเทคโนโลยียานยนต์ แน่นอน สิ่งเหล่านี้ย่อมจะมีผลต่อการพิจารณาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สำหรับตลาดประเทศไทย" นางสาววิลาวัลย์ กล่าว